สรุปกฎหมายสำคัญก่อนซื้อที่ดินตั้งโรงงานในไทย ครอบคลุมที่ดิน โรงงาน สิ่งแวดล้อม ผังเมือง นิคมอุตสาหกรรม และใบอนุญาต ลดความเสี่ยงทางกฎหมายก่อนลงทุน
การประกอบกิจการโรงงานในไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นักลงทุนหรือนักธุรกิจที่กำลังพิจารณาซื้อที่ดินเพื่อนำมาใช้ตั้งโรงงาน จำเป็นต้องทำ “บ้านงานด้านกฎหมาย” ให้แน่น ก่อนลงมือซื้อหรือเริ่มก่อสร้าง เพราะที่ดินอาจมีเงื่อนไขทางกฎหมาย สิทธิ์ ภาระผูกพัน หรือข้อจำกัด ที่ถ้าไม่รู้มาก่อน อาจทำให้เกิดความเสี่ยงสูง เช่น ถูกเพิกถอนอนุญาต ถูกฟ้องร้องทางสิ่งแวดล้อม หรือไม่สามารถดำเนินกิจการได้ตามที่ตั้งใจ
ผมจะสรุปกฎหมายสำคัญที่ผู้ประกอบการโรงงานควรทราบ (โดยเฉพาะในบริบทประเทศไทย) เมื่อจะตัดสินใจซื้อที่ดินเพื่อตั้งโรงงาน
1. กฎหมายที่ดิน (Land Law) – สิทธิ์เป็นเจ้าของ / ข้อจำกัด
ก่อนสิ่งอื่นใด นักลงทุนควรรู้จัก ประมวลกฎหมายที่ดิน (Land Code Act B.E. 2497) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ซึ่งกำหนดหลักการครอบครองที่ดินในไทย เช่น ใครสามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้ ข้อจำกัดการถือครองที่ดินโดยชาวต่างชาติ สิทธิร่วมใช้ที่ดิน ฯลฯ
ข้อจำกัดสำหรับชาวต่างชาติ
โดยหลักทั่วไป ชาวต่างชาติไม่สามารถถือครองที่ดินในไทยแบบเป็นเจ้าของได้ (ยกเว้นในเงื่อนไขพิเศษหรือได้รับสิทธิพิเศษภายใต้กฎหมายบางฉบับ)
- มีบางกรณีที่อนุญาตให้ถือครองที่ดินได้ เช่น ผ่าน สิทธิแบบเช่า (leasehold) การถือสิทธิ์ใช้ประโยชน์ (usufruct) หรือสิทธิ “สิทธิเรียกคืน/สิทธิครอบครองระยะยาว”
- หากบริษัทต่างชาติได้รับสิทธิพิเศษ เช่น การส่งเสริมจาก BOI (คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) อาจจะได้รับสิทธิซื้อที่ดินภายใต้เงื่อนไขพิเศษ (ซึ่งกฎหมาย BOI ปรับตัวขึ้นในปี 2024) Siam Legal International
- ภายในนิคมอุตสาหกรรมภายใต้การดูแลของ IEAT (Industrial Estate Authority of Thailand) มีประกาศที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าถือครองที่ดินภายในนิคมได้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ (เช่น ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการอุตสาหกรรมแล้ว)
ดังนั้น เมื่อพิจารณาซื้อที่ดินเพื่อทำโรงงาน ควรตรวจสอบว่า ที่ดินนั้นอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมหรือไม่ อยู่ในเขตที่กฎหมายเปิดให้ถือครองหรือไม่ และเงื่อนไขการถือครองเป็นอย่างไร
การทำ Due Diligence ด้านภาระผูกพัน
นอกจากเรื่องเจ้าของที่ดินแล้ว ควรตรวจสอบภาระอื่น ๆ เช่น
- ภาระจำนอง หรือสิทธิเรียกร้องของบุคคลที่สาม
- สัญญาเช่าช่วง / สัญญาสัมปทาน
- สิทธิใช้ประโยชน์สาธารณะ เช่น ทางสาธารณะผ่านที่ดิน (ทางเชื่อม ทางสาธารณะ)
- เขตผังเมือง (Zoning) / เขตอุตสาหกรรม / เขตชนบท
- ข้อจำกัดทางกฎหมายท้องถิ่น (ผังเมืองเทศบาล / อำเภอ)
การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดิน (โฉนด, น.ส.3, น.ส.4 ฯลฯ) กับกรมที่ดินเป็นเรื่องสำคัญ
2. พระราชบัญญัติโรงงาน (Factory Act)
กฎหมายโรงงาน (Factory Act) ถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการประกอบกิจการโรงงานในไทย และผู้ซื้อที่ดินเพื่อตั้งโรงงานต้องเข้าใจบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้อย่างถ่องแท้
- โรงงาน หมายถึงสถานที่ที่มีการใช้เครื่องจักรรวมกำลัง >= 5 แรงม้า หรือมีแรงงานอย่างน้อย 7 คน เพื่อผลิต ประกอบ ซ่อม ทดสอบ หรือเก็บรักษาสินค้า เป็นต้น
- แบ่งประเภทโรงงาน (Category) ตามความเสี่ยงและผลกระทบ เช่น โรงงานประเภทที่ 1, 2, 3 เป็นต้น บางประเภทอาจไม่ต้องขออนุญาต (ขึ้นอยู่กับเครื่องจักร จำนวนพนักงาน และประเภทกิจการ)
- กฎหมายโรงงานฉบับแก้ไขใหม่ (ฉบับที่ 2 หรือฉบับที่ 3) มีผลบังคับใช้แล้ว ทำให้มีการปรับปรุงกระบวนการให้สะดวกขึ้น แต่ยังคงมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ฯลฯ ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (หรือใบ รง.4) ซึ่งมีเงื่อนไขและเอกสารที่ต้องยื่นต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม
- โรงงานอาจถูกยกเว้นจากบางบทบัญญัติในเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 4/1 (เช่น กรณีที่อยู่ในเขตส่งเสริมหรือได้รับการยกเว้นบางเรื่อง)
ดังนั้น ผู้ประกอบการควรพิจารณาว่า ที่ดินที่เลือกมานั้น “เหมาะสม” กับประเภทโรงงานที่จะดำเนินกิจการหรือไม่ เช่น เครื่องจักรที่จะใช้, การจัดเก็บวัตถุดิบ, การขนส่ง, การขอขยายกิจการ ฯลฯ
3. กฎหมายสิ่งแวดล้อม & มลพิษ
เมื่อดำเนินกิจการโรงงาน ย่อมมีการปล่อยน้ำเสีย ฝุ่น ควัน ของเสียอุตสาหกรรม ฯลฯ ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ควบคุมสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
- ภายใต้พระราชบัญญัติโรงงาน มาตรการควบคุมปล่อยของเสีย มลพิษ และการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในเขตโรงงานถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน
- โรงงานบางประเภทต้องติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดแบบอัตโนมัติ (อากาศ ปล่อง) และต้องรายงานค่าไอเสีย/ก๊าซ/ฝุ่นให้หน่วยงานกำกับดูแลทราบ diw.go.th
- โรงงานที่ใช้น้ำเสียอุตสาหกรรมต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียตามมาตรฐาน และอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมตามพื้นที่เฉพาะหรือเขตควบคุมมลพิษ
- นอกจากนี้ยังมีกฎหมายและระเบียบอื่น ๆ เช่น พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย, กฎหมายควบคุมสารเคมี, กฎหมายควบคุมมลพิษทางอากาศ, กฎหมายควบคุมกากอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งผู้ประกอบการควรตรวจสอบว่าโรงงานที่จะตั้งจะเกี่ยวข้องกับสารหรือของเสียใดบ้าง
การซื้อที่ดินใกล้แหล่งน้ำ แม่น้ำ คูคลอง หรือแหล่งชุมชน อาจมีข้อจำกัดด้านการปล่อยของเสียมากกว่า จึงควรตรวจสอบข้อมูลสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ก่อน
4. กฎหมายนิคมอุตสาหกรรม / เขตอุตสาหกรรม
หากที่ดินที่มุ่งหมายอยู่ใน “นิคมอุตสาหกรรม” หรือ “เขตส่งเสริมอุตสาหกรรม” ต้องพิจารณากฎหมายและระเบียบเฉพาะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น IEAT
- กฎหมายการนิคมอุตสาหกรรมและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรฐานสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก และบริการ (เช่น ถนน น้ำไฟ ระบบระบายน้ำ) ภายในนิคมอุตสาหกรรม
- ในนิคมอุตสาหกรรม บางรายอาจมีสัญญาเช่าที่ดิน (land lease) แทนการซื้อ หรือมีเงื่อนไขพิเศษในการโอนสิทธิ์
- ผู้ประกอบการอาจได้รับสิทธิประโยชน์บางประการ เช่น สิทธิในการใช้โครงสร้างพื้นฐานรวม, สิทธิในการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว ฯลฯ
ดังนั้น ถ้าที่ดินตั้งอยู่ในนิคมหรือใกล้เขตอุตสาหกรรม ควรตรวจสอบเงื่อนไขของนิคม และแผนจัดตั้งนิคม รวมถึงสิทธิ์-หน้าที่ที่ผู้ประกอบการภายในนิคมต้องดำเนินการ
5. กฎหมายบริษัท / โครงสร้างผู้ถือหุ้น
แม้ว่าจะเกี่ยวข้องน้อยกว่ากฎหมายโรงงานหรือที่ดินโดยตรง แต่โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้ซื้อที่ดินสำคัญมาก โดยเฉพาะกรณีมีผู้ถือหุ้นต่างชาติ
- หากบริษัทเป็นของคนไทยเต็มตัว ก็สามารถซื้อที่ดินได้ตามกฎหมายที่ดิน
- หากเป็นบริษัทมีหุ้นต่างชาติ จำเป็นต้องตรวจสอบว่าสัดส่วนหุ้นมีผลต่อสิทธิ์การถือครองที่ดินหรือไม่ เช่น ต้องให้คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% เป็นต้น
- ถ้าได้รับส่งเสริมจาก BOI (สำนักงานส่งเสริมการลงทุน) บางครั้งอาจได้รับข้อยกเว้นให้ถือครองที่ดินได้ภายใต้เงื่อนไข เช่น มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ, ต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ฯลฯ
จึงควรให้ที่ปรึกษากฎหมาย หรือสำนักงานบัญชี/ผู้เชี่ยวชาญช่วยออกแบบโครงสร้างบริษัทให้เหมาะสมก่อนตัดสินใจซื้อที่ดิน
6. กฎหมายผังเมือง / กฎหมายท้องถิ่น
อีกปัจจัยสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ กฎหมายผังเมือง / ผังเมืองรวม / เขตควบคุมการใช้ที่ดิน ของหน่วยงานท้องถิ่น (เทศบาล อบจ. อำเภอ)
- ที่ดินอาจถูกจำกัดให้ใช้เป็นที่อยู่อาศัย, พาณิชยกรรม, เกษตรกรรม, อุตสาหกรรม หรือผสมได้หรือไม่
- ข้อกำหนดด้านความสูงอาคาร, ระยะร่น (setback) จากถนน/ขอบที่ดิน, สัดส่วนพื้นที่ใช้ประโยชน์ (floor area ratio) เป็นต้น
- อาจมีเขตคุ้มครองพิเศษ เช่น เขตอุทยาน, เขตทางน้ำ, เขตอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม ที่ทำให้การก่อสร้างหรือใช้งานถูกจำกัด
ควรตรวจสอบผังเมืองของเทศบาล /อำเภอ และสอบถามถึงแนวทางอนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินหากพื้นที่ที่เลือกไม่ใช่เขตอุตสาหกรรมโดยตรง
7. กฎหมายแรงงาน / ความปลอดภัย / อาชีวอนามัย
เมื่อเริ่มดำเนินกิจการโรงงานแล้ว ย่อมมีการจ้างแรงงาน และต้องดูแลเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย
- กฎหมายความปลอดภัยในการประกอบกิจการโรงงาน: ประกาศกระทรวงเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในโรงงาน, การใช้สารเคมี, การฝึกอบรมคนงานควบคุมสาร ฯลฯ
- กฎหมายแรงงาน: ชั่วโมงทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ คุ้มครองแรงงาน ฯลฯ
- กฎหมายอาชีวอนามัย: การตรวจสุขภาพ การป้องกันอุบัติเหตุ การจัดระบบความปลอดภัยภายในโรงงาน
แม้ในขั้นก่อนซื้อที่ดินอาจไม่ได้ดำเนินการโรงงานทันที การประเมินระดับแรงงานที่จะใช้และมาตรฐานความปลอดภัยที่ต้องมีเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความ “พร้อม” ของพื้นที่
8. การขออนุญาต / แจ้งการประกอบกิจการ / ใบ อนุญาตอื่น
ผู้ประกอบการต้องเตรียมการเรื่องใบอนุญาต / การแจ้งกิจการต่าง ๆ ดังนี้
- การขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (หรือใบ รง.4) หรือในกรณีที่ไม่เข้าข่าย ขอแค่แจ้งก่อนดำเนินการ (ขึ้นอยู่กับประเภทโรงงาน)
- การขออนุญาตสิ่งแวดล้อม (EIA / รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ถ้าโครงการมีผลกระทบต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ
- ใบอนุญาตอื่น ๆ ตามกฎหมายเฉพาะ เช่น ใบอนุญาตใช้สารเคมี / วัตถุอันตราย / การขนส่งวัตถุอันตราย / ใบอนุญาตไฟฟ้า / ใบอนุญาตประปา เป็นต้น
- การต่ออายุใบอนุญาต / แจ้งการเปลี่ยนแปลงกิจการ / แจ้งโอนกิจการ / แจ้งเปลี่ยนเจ้าของ / แจ้งขยายโรงงาน ฯลฯ
ในกฎหมายโรงงาน มีบทบัญญัติว่าสมาชิกหรือผู้ประกอบกิจการต้องแจ้งการโอนกิจการภายใน 7 วันในกรณีขายกิจการ หรือในกรณีผู้ตาย ผู้สืบสันดานต้องแจ้งภายใน 90 วัน
ก่อนลงทุนซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงาน ควรตรวจสอบให้ครบทั้งสิทธิ์การถือครอง ภาระผูกพัน ผังเมือง สิ่งแวดล้อม และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคต”
“หากต้องการตรวจสอบเบื้องต้น สามารถเริ่มจากกรมที่ดิน กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมโยธาธิการและผังเมืองในพื้นที่นั้น ๆ” มีปัญหาหรือข้อสงสัยอะไรปรึกษา Biggerland ได้ตลอดเวลานะครับ